"เดี๋ยวกูก็ต้องไปอยู่หอ" เพื่อนผมพูดไว้นานจนเกือบลืม

               เช้าวันเสาร์ของเดือนต้นฝน อากาศร้อนอบอ้าวเอาเรื่องอยู่พอสมควร ขนาดทำให้ตื่นได้

ไม่ได้คิดอะไรนอกจากปาดเหงื่อที่หลังออก ไม่รู้จะร้อนไปไหนประเทศไทย นอนกันไม่เคยเต็มตื่น

แต่ก็นั่นแหละ, เราอยู่มาจนชินแล้ว(มั้ง)กับอากาศแบบนี้

               เพิ่งนึกได้ว่า พรุ่งนี้เพื่อนมันจะไปเรียนต่อที่ต่างจังหวัด คือ ต้องไปอยู่หอที่นั่นเลย

จริงๆแล้วไม่ใช่เรื่องตื่นเต้นอะไรหรอก เพราะไปด้วยการศึกษาเรียนวิชาชีพต่อเท่านั้น

ไม่ได้ไปตายหรือหายไปไหน แต่, ไม่ใช่กับคนที่คุ้นเคยกันมาถึง15-16 ปีตั้งแต่เด็ก-โต (ผมว่าใจมันหาย)

เหมือนเรื่องละครหรือหนังใหญ่บางเรื่อง น่าตลกนะกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับในชีวิตประจำวันของเรา

บางครั้งที่นั่งคุยกับตัวเอง ว่า "เพราะอะไรที่ทำให้คนคนนึงได้เจอกับคนอีกคนหนึ่ง" 

               ความบังเอิญ__ผมเคยพยักหน้าให้มัน เนื่องจากชื่นชมกับความสามารถของมัน

ที่นำพาใครบางคนมาให้เราได้รู้จัก พูดคุยและจนรักใคร่กลมเกลียวเช่นทุกวันนี้และคงต่อๆไป

แล้ววันนึงใครบางคนที่ผูกพันธ์ ต้องก้าวออกจากชีวิตเราไป เพื่อพบเจอกับความบังเอิญข้างหน้าอีก

ความบังเอิญที่เขาจะต้องเจอเพื่อนใหม่ โอเคร,ไม่ใช่อิจฉาหรืออยากอ้อนวอนใครมาให้สนใจเรา

แต่ถ้าพูดถึงอารมณ์ที่วูบไปกับการที่ขาดบางสิ่ง ชีวิตเหมือนมีช่องโหว่ง คงไม่เหงามาก แต่ดูเคว้งบ้าง

               เหมือนเรือที่ยังไม่ได้ทอดสมอและไม่ได้ลอยไปไหน เคว้งๆลอยๆ อยู่อย่างนั้น

               "ชีวิตก็คงคล้ายกันกับเรือ"

"ถ้าเรือมีรูคงจมลง ถ้าชีวิตขาดเพื่อนก็คงแย่เลย" ใครบางคนต่อกระซิบให้ซึ้งกันเล่นๆในวงเหล้า

               ไม่รู้จะดีใจหรือร้องไห้ดี กับการไปเรียนต่อของเพื่อน ผมเคย__ลองคิดดูว่า ถ้าหายไปแล้ว

จะหายไปเลยไหม ?

               แน่นอน, คำตอบที่ได้รับคือ การรอและหวังไว้ลึกๆแค่นั้น มันดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กน้อย

 แต่สำหรับผมมันใหญ่โตกว่านั้น การจากลาไม่ใช่เรื่องน่ายินดีสักเท่าไหรกับคนที่รักชอบพอกันหรือ

 มีความผูกพันธ์กัน แทบจะทุกอย่าง เพื่อน แฟน ญาติสนิทมิตรสหายแม้กระทั่งสัตว์เลี้ยงบางชนิด

ล้วนต่างกลัวการพรากจากกันทั้งสิ้น ไม่ใช่แค่เธอ ไม่ใช่แค่เขา มีอีกหลายคนที่กลัว

               บางที การบอกลาก็ช่วยเยียวยาสมานแพ้ใจได้บ้าง เพราะอย่างน้อยยังได้ทำใจไว้แล้ว ดีกว่ารู้ทีหลัง

จะมีใครบ้างที่มีเวลาเหลือพอที่บอกลาให้กับทุกคนที่เรารัก ให้เตรียมใจ

               "วูบหนึ่ง คิดว่าความบังเอิญก็ดูโหดร้ายที่สุด ที่ทำให้เราต้องห่างกันไป"

แต่คงไม่เป็นไรหรอก หากจะไม่มีแม้คำบอกลาหรือจะไม่กลับมา

                เพราะถึงยังไงก็ดีใจและก็ขอบคุณ

      , ที่บังเอิญทำให้เราได้เจอกัน

ผู้คนและสัมภาระส่วนตัว จุดหมายคงต่างกันที่กลับบ้านหรือกลับบ้าน(นอก)

ไม่ใช่สาระสำคัญนัก เพราะมันก็เป็นอย่างนี้อยู่เรื่อยมาและเรื่อยไปในวิถีของคน

ที่ต้องเดินตามความต้องการหรือหน้าที่ที่หมายไว้

                 รถไฟสายหนึ่งที่อัดแน่นไปด้วยความหวังและความดีใจที่จะกลับไปพบเจอ

หน้าญาติพี่น้อง บ้างมีญาติมารอรับ ซึ่งดูแล้วอบอุ่นไม่น้อย และอีกกลุ่มนึงคงนั่งทบทวน

เรื่องราวที่เพิ่งผ่านบ้านเกิดเมืองนอนมาโดยไม่มีโอกาสได้ลงไปเยื่ยมเยือน สาเหตุด้วยติดงาน

ผมก็กำลังทบทวนอยู่เช่นกัน ทว่าไม่ใช่เรื่องงานที่พรากกัน ว่าด้วยเรื่องเที่ยวระหว่างเพื่อน

                 "นั่งด้วยได้รึเปล่าพี่ชาย" ชายแปลกหน้าพูดแล้วยิ้มให้ตอนผมเหม่อ

                 ผมไม่ได้ตอบอะไร แต่เพียงยิ้มออกไป (น่าจะรู้กัน)

ร่างสูงใหญ่ของเขาไม่น่าจะเรียกผมว่าพี่เลย แต่โอเคร, คงด้วยมารยาทนั่นแหละ

บทสนทนาก็เริ่มขึ้นทันทีหลังจากเขาทิ้งตัวลงนั่ง เราคุยกันเรื่องทั่วไป จะเน้นอีกทีก็เรื่องชีวิตประจำตัว

                 จริงๆแล้ว เขาแก่กว่าผม3ปี ถ้าไม่นับเดือน อายุกับบทสนทนาไม่น่าจะเกี่ยวโยงจนไขว้เขว

(เพราะด้วยอายุที่ห่างกันและมาจากที่ที่ต่างกัน ผู้คนที่พบผ่านก็มากมาย ความคิดอ่านจึงแบ่งปันกันได้

ถ้าตั้งใจจะรับฟังหรือแลกแปลี่ยน) เขาเป็นช่างภาพสมัครเล่นที่ชอบถ่ายเล่นไม่มีสังกัด และไม่มีงานทำ

แต่จะได้รับ Job คือ ถ่ายรับปริญญาหรือแต่งงานบ้าง ได้เงินนิดหน่อยแต่สนุกดี__เขาว่า

ดีนะ ที่เรายังพอใจในความตั้งมั่นของเราอยู่คือไม่ได้ทำเพื่ออะไรบางสิ่ง แต่เลือกที่จะทิ้งทุกสิ่งต่างหาก

พูดง่ายๆก็คือ รักการถ่ายรูปไปแล้วอย่างลงรากลึก ขอตายไปกับมันเลยดีกว่า

                 ไม่รู้ว่ารถไฟเชื่องช้าลงหรือเพราะอารมณ์เหม่อลอยและคล้อยตามไปกับเขาที่ฉุดไว้

คำพูดของเขาทุกคำดูน่าฟังและต่อเนื่องดี บางขณะที่เราเงียบไป แต่เขายังพูดอยู่

"ปูทางไว้เองแล้ว เดินเองและก็ยังหวังอยู่ว่าวันนึงเมื่อสุดทางแล้วจะไปเก็บมันด้วยตัวเอง"

                 ตรงกันข้ามกับบางคนที่ยังถกเถียงกับสรรพเสียงในความขัดแย้งทางความคิดของตัวเองอยู่

แล้วเมื่อไหร่มันจะบรรลุ สรุปเอาเองไปเลย ไม่ต้องไปเชื่อคนอื่น พาตัวเองไปในสิ่งดีและคาดหวัง

คนเรามีข้อควรจำกัดกันทุกคน คือ รู้ดี รู้ชั่ว รู้ชอบ รู้ผิด รู้ถูก ทำอะไรอยู่ก็รู้กันทุุกคนนั่นแหละ

                  "ถ้าวันนี้ไม่รู้ พรุ่งนี้ก็ต้องรู้มากกว่าเมื่อวาน" ผมเห็นด้วยกับเขา

ในสัดส่วนทางเดินของชีวิตมักมีรูปรอยเช่นนี้ซะส่วนใหญ่ คือ "พรุ่งนี้ต้องดีกว่า"

                 ดอกไม้ข้างทางดูสวยทุกครั้งเวลาโดยลมพัดให้เอนเอียง

สวยจนขนาดที่มิตรแปลกหน้าของผมอดไม่ได้ที่จะถ่ายมันไว้ และก็ถือเป็นการบอกลา

 

              ,นี่เป็นการจากลาที่น่าประทับใจและคุ้มค่าที่สุด

3 ทุ่มครึ่งแล้ว ,ข้าวสารยังเป็นที่ครึกครื้นของพวกท่องราตรีเช่นนี้ตลอด

            ฟ้าครึ้มฝนเต็มที เรานัดกันไว้ที่หน้ากองสลาก

ด้วยความคิดถึงและกระหายเพียงสิ่งมึนเมาด้วยกันทั้งคู่ ที่นี่เหมาะเหลือเกินกับความสุข

จริงๆแล้วเธอชื่อ ฟ้า แต่ผมเรียกเขาว่า "คุณ"  คงเพราะความไม่สนิทถึงขั้นเรียกชื่อ

เขาเป็นเพื่อนสมัยประถม เราห่างเหินกันไปนานนานพอที่จะลืมกันได้

แต่ด้วยโลกอินเตอร์เนตพาให้พบเจอ เมื่อเจอกันเขารีบชวนผมไปเดินข้าวสาร

ที่นี่เหมือนต่างประเทศเพราะมีแต่ชาวต่างชาติ ถ้ามองเชิงธุรกิจก็คงไปได้สวย

ตรงกันข้าม ที่นี่ไม่มีความเป็นไทยหลงเหลืออยู่เลย มีเพียงผัดไทย,ผัดหมี่ ที่มีคนไทยขายแค่นั้น

             "อยากหาที่นั่งฟังเพลง" เธอพูดพร่างมองไปรอบๆ แล้วชี้ให้เห็นพิกัดของร้านของชำ

ฝั่งตรงข้ามของร้าน มีนักดนตรีต่างชาติคนนึงกำลังเล่นกีต้าร์อยู่ร้านฝั่งตรงข้าม

เธอร้องตามได้บางเพลง บ้างทำปากพรึมพร่ำในเพลงที่ร้องไม่ได้ มือขวาถือขวดเบียร์

มือซ้ายตบเข่าตามจังหวะ ดูเธอมีความสุขดี ,แต่แววตาส่องใสคล้ายเริ่มมีน้ำตา

ไม่นานเสียงพรึมพร่ำที่น่าขำขันหายไป มีเพียงคราบน้ำตา(อะไรกันที่ทำให้ผู้หญิงตัวเล็กๆคนนี้

เสียน้ำตาและเก็บมาคิดในสติที่บกพร่องเช่นนี้) บางทีผมอยากที่จะถามแต่คำถามอาจดูเลวร้ายไป

ผมคงรอให้เธอเล่ามันออกมาเอง หากเธอรู้สึกอยากระบาย

             เธอห่างกับแฟนของเธอไปนาน2ปี แต่ไม่มีวี่แววของคำบอกลา บางความคิดผมว่าแย่มาก

แย่กับความเห็นแก่ตัวที่ปล่อยให้ใครคนนึงรอ รออย่างไม่มีความหมาย ถ้าจะเลิกก็น่าจะบอกกันไป

แล้วให้มันขาดกันไปเลย ผมว่าดีกว่า อย่าอาศัยการกระทำแบบนี้ในการตัดสัมพันธ์บางครั้งเลย

มันดูเอาเปรียบกันเกินไป (ในฐานะคนเคยรักกัน)

             ดนตรีเพิ่งจบไป แต่เรื่องราวชีวิตของเธอไม่รู้จะจบยังไง

             "เดินเล่นกัน" ผมชวนเธอย้ายที่เผื่ออะไรจะดีขึ้น

ได้ที่นั่งใหม่หน้าแฟมิลี่มาร์ท ทว่าน่าแปลกยิ่งดึกผู้คนยิ่งหนาตาแต่ก็ดี จะได้ดูไม่เหงา

เธอเริ่มยิ้มได้ในบางที ที่ผมชวนเธอแซวแฟชั่นการแต่งตัวของชาวต่างชาติ (ในเชิงลามก)

แค่นี้ก็พอ คราบน้ำตาในเวลา2ชั่วโมงที่ผ่านมาดูเศร้าระยำ ทว่าแลกกับรอยยิ้มในหนึ่งนาที น่าคุ้มดี

            

             อีกแล้วกับความรักที่เสียน้ำตาให้ความเห็นแก่ตัวของคนบางคน

ไม่รู้จะประนามคนเหล่านี้เช่นใดดี ถึงจะเข้าใจว่ามันเจ็บแค่ไหน  มีรักได้ย่อมมีเลิกลาอันนี้เห็นด้วย

แต่หาใช่ด้วยวิธีนี้ บอกกันตรงๆคงเจ็บแต่ไม่นาน อย่าทำให้ใครต้องเฝ้ารอคุณทั้งที่ก็รู้ว่าจะไม่กลับมาแล้ว

ในทรรศนะผม การรออะไรสักอย่างเป็นเครื่องหมายบอกตายตัวอยู่แล้ว ว่ามีความต้องการสิ่งนั้น

ในทางกลับกัน การรอที่ยังไม่เข้าใจว่าจะกลับมาไหมหรือจะเอายังไง (กับกูวะ) คล้ายเป็นฝนห่าใหญ่

ที่คิดจะตกก็ตกทั้งๆที่ไม่มีสัญญาณบอกถึงเมฆฝน แล้วพลันจะหยุดก็หยุดทันที ดั่งความพอใจของฟ้า

               " ตี2 17นาที กลับบ้านกัน " ไม่รู้ว่าเพลินกับเสียงหัวเราะของเธอ

หรืออยากนั่งมองดูทุกอย่างในความเป็นไปตรงหน้า

               ผมไปส่งเธอที่บ้าน เพราะเธอเมาเหล้าและเมารัก(จอมปลอม)ในเวลาเดียวกัน

ฝนตกกระหน่ำลงมาอย่างบ้าคลั่ง คล้ายแสดงความเศร้าให้เธอ

               ถึงบ้าน ,เธอก็ลงรถไปแล้วหันกลับมาขอบคุณ

" ขอบคุณที่ทำให้ฟ้าไม่ต้องรอกับวันฟังเพลงที่ข้าวสาร "

มันเป็นสัญญาที่เขาคนนั้นพูดไว้แล้วหายไป

 , ว่าจะพามา

 

 

 

(เพิ่งรู้เหมือนกันว่าสิ่งที่ทำไปในวันนี้ คือสิ่งที่เธอเฝ้ารอมาตลอด 2 ปี)

 

edit @ 13 May 2010 22:24:31 by แสงระวี สีส้ม